Features | Security

สล็อตออนไลน์ฟรีเครดิต2020: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

เกม ยิง ปลา ฟรี เครดิต ถอน ได้ 2020,ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ AEROKLAS จะทำให้บริษัทเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่ม Canopy และ Deck cover เพิ่มขึ้นจากรถกระบะโมเดลใหม่ๆ และกำลังพัฒนาสินค้าใหม่จากโพลีเมอร์และพลาสติกทดแทนการใช้โลหะเพื่อลดน้ำหนักของรถยนต์ทำให้ประหยัดพลังงานWORK ซื้อ"ทั้งนี้ในการพิจารณาคัดเลือกโครงการโดยการเรียงลำดับราคานั้น หากพบว่าผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก เสนอขนาดกำลังการผลิตติดตั้งเกินกว่าศักยภาพของระบบไฟฟ้าคงเหลือ ทั้งในระดับ Feeder ระดับหม้อแปลง หรือเกินกว่าปริมาณเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าคงเหลือของเขตพื้นที่นั้น ผู้ผลิตขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากรายนั้นจะได้รับการคัดเลือก เมื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากรายยินยอมปรับลดขนาดกำลังการผลิตติดตั้งให้ไม่เกินศักยภาพของระบบไฟฟ้าคงเหลือ และไม่เกินปริมาณเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าคงเหลือของเขตพื้นที่นั้น",ทั้งนี้ บริษัทคาดจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าจากโครงการโซล่ารูฟท็อปขนาด 5 เมกะวัตต์เพื่อใช้ภายในโรงงานได้ในช่วงไตรมาส 1/59 คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ราว 30 ล้านบาท/ปี ขณะเดียวกัน บริษัทจะเน้นการลดต้นทุนด้านอื่นๆ เพิ่มเติมอีก เช่น การปรับปรุงระบบการผลิตในรูปแบบอัตโนมัติ เป็นต้น คาดจะสามารถผลักดันอัตรากำไรขั้นต้นให้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 20% ได้ในปีหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 18% ธนาคารกลางญี่ปุ่นเปิดฉากการประชุมเป็นวันแรก โดยที่ประชุมมีแนวโน้มที่จะคงนโยบายผ่อนคลายการเงินไว้ แม้ว่าข้อมูลที่มีการเปิดเผยเมื่อเร็วๆนี้ได้บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วก็ตามดัชนี SET ช่วงเช้าปิดลบ 1,383.31 (-6.86 จุด,-0.49%) กรอบ 1382-1394 มูลค่าการซื้อขาย 17,090.671 ลบ. เรียงลำดับมูลค่าการซื้อขาย ENERG ICT CONMAT BANK FOOD FIN PROP HELTH TRANS ตามลำดับ ตลาดภูมิภาคผันผวน [Nikkei 225+0.79%][FBMKLCI -0.07%][HSI +0.10%][SSE +0.17%][TAIEX -0.94%] โดยตลาดหุ้นโตเกียวปิดภาคเช้าพุ่งขึ้นในวันนี้ เนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปเมื่อคืนนี้ และมีปัจจัยบวกจากเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หนุนหุ้นกลุ่มส่งออกพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ติดตามรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟด ในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐ เพื่อจับสัญญาณว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าหรือไม่ ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดของ CMEGroup s Fedwatch ระบุว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นั้น มีสูงเกือบ 70%ส่วนความคืบหน้าการขยายไลน์ธุรกิจสู่กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ปัจจุบันบริษัทได้รับคำสั่งซื้อมาแล้ว 50 เครื่อง มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท โดยคาดจะทยอยส่งมอบสินค้าใน 2 ปี ทั้งนี้หลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดี สหภาพ กสท.ค้านประมูลคลื่น 1800MHz จึงน่าจะเป็นบวกต่อราคาหุ้น TRUE และ ADVANC โดยตรง เนื่องจากหุ้นทั้งสองม่มีอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ 4G บนคลื่น 1800MHz ซึ่งเกิดการฟ้องร้องดังกล่าว SMPC (BUY:[email protected]): ปี 58 คาดโต 8.6%YoY ส่วนปี 59-60 คาดกำไรโตต่อปีละ 26% จากการฟื้นตัวของราคาวัตถุดิบเหล็ก และการขยายตลาดไปที่แอฟริกา เอเชียใต้และตะวันออกกลาง ซึ่งแนวโน้มความต้องการใช้แก็ส LPG โตต่อเนื่องเพราะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐฯ + มี Upside 29% และคาดให้ Div. Yield 6.8% จึงแนะนำ ซื้อ สำหรับสัญญาที่ 2 เป็นงานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ พร้อมอุโมงค์รถไฟ มูลค่า 598.602 ล้านบาท รวมมูลค่า 10,524.89 ล้านบาท จะเปิดเสนอราคาแบบ e-Auction ในช่วงบ่ายกลยุทธ์ที่แนะนำ : ช่วงบ่าย: คาดแกว่งบริเวณ 1380 +/- 5 จุด โดยช่วงนี้หากขึ้นทะลุ 1395 จุดได้ จะกลับมาเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนกรณีหลุดต่ำกว่า 1375 จุด จะเป็นสัญญาณลบมากขึ้น และมีแนวโน้มหลุดจุดต่ำเดิมที่ 1370 จุด โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1360 จุด กลยุทธ์ แม้การเก็งกำไรยังทำได้ แต่เน้นรอบสั้นๆ และเหมาะกับผู้รับความเสี่ยงได้สูง โดยหากต่ำกว่า 1375 จุด ควรขายลดพอร์ต ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ ASIMAR (รับ 3.56 ต้าน 3.80 cut 3.40) และ BMCL (รับ 1.91 ต้าน 2.06 cut 1.85)แนะนำซื้อ GEL โดยมีแนวรับที่ 0.62 และ 0.61 และมีแนวต้านที่ 0.66 และ 0.70 เป็นจุดขายทำกำไรตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนจากรายงานการประชุมประจำวันที่ 27-28 ต.ค.ของเฟดระบุว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดมีความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนหน้าราคาปิด 11.80 แนวรับ 11.5-11.2 , 11-10.50 แนวต้าน 12-12.40สำหรับวิธีการรับซื้อไฟฟ้านั้น จะดำเนินการวิธีการคัดเลือกโดยการแข่งขันทางด้านราคา จะพิจารณารับซื้อโดยดำเนินการคัดเลือก แต่ละประเภทเชื้อเพลิงแยกจากกัน ทั้งนี้ ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากของแต่ละประเภทเชื้อเพลิงที่เสนออัตราส่วนลด ในส่วนของอัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT ในส่วนคงที่ มากที่สุดจะได้รับการพิจารณาก่อน โดยจะรับซื้อตามศักยภาพระบบไฟฟ้าของแต่ละจุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า และจะรับซื้อในภาพรวมให้ไม่เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแต่ละประเภทเชื้อเพลิง?ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าขณะนี้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมจะมีผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างจากัด และอาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพตลาดการเงินในระยะสั้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่งโดยการเพิ่มเติมขอบเขตงานในการเป็นผู้บริหารงานซ่อมบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางโยธาและไฟฟ้าเครื่องกลของโครงการดังกล่าว ลงนามวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 มูลค่าสัญญาประมาณ 1,520 ล้านบาท(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 8 ปีโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ปลดเครื่องหมาย H สำหรับ PAE-W1 ในรอบบ่ายของวันนี้ (19 พ.ย.58) หลังจากที่บริษัทแจ้งยกเลิกการปรับสิทธิ PAE-W1 แล้วส่วนความคืบหน้าการขยายไลน์ธุรกิจสู่กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ปัจจุบันบริษัทได้รับคำสั่งซื้อมาแล้ว 50 เครื่อง มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท โดยคาดจะทยอยส่งมอบสินค้าใน 2 ปี。

รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนในปีนี้มาแล้วค่อนข้างเยอะ แต่ยังไม่มากนัก ทำให้การลงทุนต่างๆ จะไปกระจุกตัวอยู่ปีหน้า ไม่ว่าเมกะโปรเจ็คต์ต่างๆ และการส่งเสริมรายได้ให้กับประชาชนเป็นตัวหลักที่หนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ และเรามองว่าตลาดหุ้นไทยในปีหน้าก็จะดีขึ้นจากปีนี้แน่นอน สะท้อนภาพเศรษฐกิจในบ้านเรา รมว.คลัง กล่าว วิดีโอที่เผยแพร่ออกมานั้นไม่ใช่วิดีโอชุดใหม่ แต่วิดีโอดังกล่าวก็ยืนยันข้อความที่ว่า นิวยอร์กซิตี้ยังคงเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆของการก่อการร้าย แถลงการณ์ระบุ MINT (BUY:[email protected]): ช่วง 4Q58 คาดกำไรโต YoY โดยเฉพาะธุรกิจในไทยที่ได้อานิสงส์บวกจาก High Season อีกทั้งคาดรับรู้การขาย pool villas ราว 2-3 ยูนิต ขณะที่ธุรกิจในต่างประเทศยังเติบโตสดใส ทำให้ปี 58 คาดกำไรปกติโต 8%YoY และโตต่อ 10%YoY ในปี 59 และเมื่อบวกกับปัจจุบันยังมี Upside 19.4% จึงแนะนำ ซื้อ ASIMAR (ราคาปิดภาคเช้า 3.44)、มองต่างชาติยังมีแรงขายต่อเนื่อง ซึ่งยังคงคาดหวังแรงซื้อของสถาบันในการช่วยพยุงตลาดต่อไป ขณะวานนี้สถาบันขายสุทธิเพียงเล็กน้อยในตลาดอนุพันธ์ที่ 793 สัญญาสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในด้านนวัตกรรมนั้น นายทองมา เปิดเผยว่า ตลอดเวลาดำเนินธุรกิจมา 22 ปีบริษัทได้มีการพัฒนาในเรื่องการลดระยะเวลาในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ใช้เวลาสั้นลงจากปกติสร้างบ้านใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี มาเหลือระยะเวลาการสร้างบ้านได้เสร็จภายใน 3 เดือน รวมถึงมีการพัฒนาศักยภาพเทคโนโลยีเพื่อลดการจ้างแรงงานในการก่อสร้างได้มากขึ้นธนาคารมีกำไรสุทธิในปี 2557 จำนวน 2.7 พันล้านบาท ลดลง 40% จากปีก่อน อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยลดลงจาก 1.84% ในปี 2556 เป็น 1.08% ในปี 2557 ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารลดลงเป็นผลจากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านเครดิต อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของธนาคารปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2558 โดยมีกำไรสำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2558 จำนวน 2.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ธนาคารพยายามลดต้นทุนทางการเงินโดยได้ขยายฐานเงินทุนไปยังผู้ฝากเงินรายย่อย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรม,ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ตลาดเปิดทำการ เนื่องจากนักลงทุนขานรับผลประกอบการที่สดใสของบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ โดยหุ้นวอล-มาร์ท สโตร์ พุ่งขึ้น 3.54% หลังจากประกาศตัวเลขคาดการณ์ว่า บริษัทจะมีกำไร 1.40-1.55 ดอลลาร์ต่อหุ้นในไตรมาส 4 และมีกำไรทั้งปี 2015 ที่ระดับ 4.50-4.65 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับที่คาดการณ์ที่ระดับ 4.40-4.70 ดอลลาร์ต่อหุ้นเมื่อเดือนส.ค. BDMS (BUY:[email protected]): ปี 58 คาดกำไรปกติโต 3.5%YoY และโตเฉลี่ยปีละ 15% ในปี 59-60 จาก รพ. ใหม่เริ่มมี EBITDA พลิกเป็นบวกหลังใช้เวลาสร้างชื่อเสียงและฐานลูกค้ามาพอสมควรแล้ว บวกกับ เป็นผู้นำธุรกิจ ร.พ. เอกชนที่มีเครือข่ายครอบคลุมพื้นทีทั่วไทย ซึ่งคาดได้ประโยชน์มากสุดหลังเปิด AEC ทำให้พร้อมเติบโตในระยะยาวจึ งแนะนำ ซื้อ ,นอกจากนี้ บริษัทยังหารือกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานคลื่น 1800 MHz ในการนำคลื่นในส่วนที่บริษัทยังไม่ได้ใช้งานจำนวน 20 MHz เพื่อจะนำไปพัฒนาบริการในรูปแบบอื่น คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะได้ข้อสรุปอย่างไรก็ตาม หากได้รับงานเข้ามาเพิ่มขึ้น บริษัทฯก็อาจจะมีการพิจารณาที่จะลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่ม จากปัจจุบันมีกำลังการผลิคอยู่ที่ 75-80% โดยบริษัทมีเงินสดที่อยู่ในมือราว 577 ล้านบาท?Most Positive Impact: LH (+0.43 จุด) CENTEL (+0.32 จุด) AOT (+0.30 จุด)ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาดูรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดประจำวันที่ 27-28 ต.ค. เพื่อจับสัญญาณว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าหรือไม่ ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ล่าสุด ซึ่งจัดทำโดย CMEGroup s Fedwatch ระบุว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นั้น มีสูงเกือบ 70%บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP ระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารเมื่อวันที่ 13 พ.ย.อนุมัติการจัดทำโปรโมชั่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น โดยเปิดเส้นทางเดินเรือ เส้นเดิม คือ เส้นทางระหว่างเกาะสมุย-เกาะพะงัน ที่ได้เคยเปิดให้บริการในปี 53 และได้ยกเลิกเส้นทางดังกล่าวในช่วงปลายปี 54 ตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนด้านนายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าบริหาร THCOM เปิดเผยว่า ไทยคมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสื่อของประเทศอินเดีย และขอขอบคุณพันธมิตรทางธุรกิจ สำหรับความไว้วางใจใช้บริการสัญญาณดาวเทียมของไทยคม ความสำเร็จของการบรรลุข้อตกลงการให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมในครั้งนี้นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับไทยคม และถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ไม่ใช่เพียงการที่ดาวเทียมไทยคม 7 มีการจองใช้งานครบ 100% เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการนำแพลตฟอร์มรูปแบบการส่งเนื้อหารายการโทรทัศน์ผ่านสัญญาณดาวเทียมไปใช้ในประเทศอินเดียอีกด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเนื่องไปถึงการที่เราจะปูพื้นฐานที่มั่นคงให้กับการให้บริการด้วยดาวเทียมไทยคม 8 ต่อไปด้วย,โดยบริษัท แรบบิทเพย์ ซิสเทม จำกัด(RabbitPay System Company Limited) ดำเนินประเภทธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์หรือผ่านเครือข่ายและการรับชำระเงินแทน และลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทอื่น กำหนดทุนเริ่มต้น 250,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาทอย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างทำแผนการดำเนินงานในปี 59 คาดว่าจะเปิดเผยได้ในเดือนก.พ.59 ซึ่งจะสามารถระบุถึงเป้าหมายการเติบโต ,งบลงทุน โดยในเบื้องต้นจะเน้นในเรื่องของ New Application New DATA รวมถึงการขยายมีเดีย เป็นต้นโดยการจัดอันดับของนิตยสารทราเวล แอนด์ เลเชอร์ ทำการสำรวจความคิดเห็นจากนักเดินทาง ท่องเที่ยว และนักธุรกิจจากทั่วโลก ผ่านทางจดหมาย อีเมล์ สื่อออนไลน์ และเว็บไซต์ ในช่วงเดือน พ.ย.57-มี.ค.58 เพื่อจัดอันดับคะแนนในการมอบรางวัล โดยแบ่งรางวัลเป็นประเภทต่างๆ อาทิ สายการบินที่ดีที่สุด สนามบินที่ดีที่สุด เมืองที่ดีที่สุด โรงแรมที่ดีที่สุด สปาที่ดีที่สุด บริษัทนำเที่ยวที่ดีที่สุด และเรือสำราญที่ดีที่สุด ซึ่งรางวัลที่การบินไทยได้รับการจัดอันดับ 30 หุ้นฝรั่งไล่ซื้อ 30 หุ้นฝรั่งขายทิ้ง ประจำวันที่ 18 พ.ย.58 GFPT/10.80นักลงทุนจับตาดูรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดประจำวันที่ 27-28 ต.ค. ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐ เพื่อจับสัญญาณว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าหรือไม่ ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ล่าสุด ซึ่งจัดทำโดย CMEGroup s Fedwatch ระบุว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นั้น มีสูงเกือบ 70%。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?