Features | Security

6 casinos in maryland: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

ข่าว กีฬา ฟุตบอล แมน ยู,ข่าว กีฬา ฟุตบอล แมน ยู,สถาบัน Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี เปิดเผยว่า ผู้บริหารภาคธุรกิจของเยอรมนีมีความเชื่อมั่นลดลงในเดือนก.พ.เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันทั้งนี้ Ifo เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับตัวลงสู่ระดับ 105.7 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2014 หลังแตะ 107.3 ในเดือนม.ค.โดยผลการดำเนินงานปี 58 ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุจากที่บริษัทบุ๊คกำไรพิเศษจากการโอนกลับรายการด้อยค่าของเรือเดินทะเล และโอนกลับรายการด้อยค่าของอาคารสำหรับผลประกอบการของบริษัทฯและบริษัทย่อยสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีกำไรสุทธิ 247.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.20% จากปี 2557 โดยมีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 859.35 ล้านบาท ลดลง 1.47% โดยมีรายได้จากสิ่งพิมพ์อยู่ที่ 506.22 ล้านบาท ลดลง 7.19% และบริษัทย่อยมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 353.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.08%ในปี 58 ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์มากมาย อาทิ 1).โปรแกรม Maybank Kim Eng LINE ครั้งแรกกับบริการถาม-ตอบ ข้อมูลด้านการลงทุนทันทีตลอด 24 ชั่วโมง 2).โปรแกรม eZy Trade ให้ลูกค้าสามารถตั้งคำสั่งซื้อขายแบบมีเงื่อนไข 4 คำสั่ง คือ Stop Order, Trailing Stop, Index Stop Order และ Grab Order 3).โปรแกรม Aspen ที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายผ่านมือถือเป็นที่แรกของประเทศไทย 4).พัฒนาโปรแกรม KEiTrade ที่มีฟังก์ชั่น Stock Radars ให้ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีจุดเด่นด้านนวัตกรรม กับการพัฒนาระบบเทรดให้รองรับการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตมากกว่า 10 ระบบ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี TVT (ราคาปิดภาคเช้า 2.04)บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน)หรือ ASEFA และรวมของบริษัทย่อยรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 58 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 มีกำไรสุทธิ 206.75 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อหุ้น 0.45 บาท เพิ่มขึ้น 81.93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 113.65 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อหุ้น 0.34 บาท เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้นปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างยื่นคำขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีโครงการโซลาร์รูฟต่อสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) คาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในครึ่งแรกของปีนี้ จากนั้นจะดำเนินการติดตั้งได้ใช้ระยะเวลาราว 2-3 เดือน และจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงไตรมาส 3/59 จากนั้นต้นทุนค่าไฟฟ้าจะลดลงราว 5 ล้านบาท/ปี จากเดิมที่มีภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวราว 42 ล้านบาท/ปี AP กำไรปี 58 ทรงตัวที่ 2.62 พันลบ. แจกปันผล 0.30 บ./หุ้น XD 9 พ.ค.นี้ DCON วูบ! ปี 58 กำไรลดเหลือ 176.19 ลบ. ตามรายได้จากการขาย-บริการลดลงกราฟ NCH ดีดตัวขึ้นเป็นรูปชายธง และกำลังจะไต่ระดับขึ้นเป็นรูปวงรีใบที่สอง ซึ่งมีแนวต้าน 1.65 บาท จัดว่าเป็นหุ้นที่มีราคาค่อนข้างต่ำในเชิงกราฟ และมี upside ในการเด้งตัวได้ไกล เหมาะสำหรับการเก็งกำไรอย่างมาก、ทั้งนี้ ETC จะยื่นคำขออนุญาตผลิตและขายไฟฟ้าจากโครงการแห่งที่ 2 นี้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยโครงการจะตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแก่งคอย จ.สระบุรี โดยแหล่งเงินลงทุนจะมาจากการเพิ่มทุนจดทะเบียนใน ETC และกู้ยืมจากสถาบันการเงินในวงเงินรวมประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กลุ่มบริษัท จากการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมโดยการฝังกลบ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแก่โครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โครงการ 2 ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)ในอนาคต SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.65จุด (0.59%) ปิดภาคเช้าที่ 1,326.44 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 17,593.63 ลบ.,ตลาดภาคเช้าปิดทรงตัว แข็งแรงกว่าภาพรวมของตลาดรอบบ้านที่อ่อนตัวลงตามความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลง โดยSET มีการเคลื่อนไหวผันผวนระหว่างวันในกรอบแคบ แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน แต่ด้วยแรงซื้อในหุ้นขนาดกลางและเล็ก จากแรงเก็งกำไรต่อผลประกอบการไตรมาส ช่วยพยุงดัชนีให้ทรงตัวBEAUTY ซื้อ ราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นทะลุแนว Downtrend Line กลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนได้อีกครั้ง สอดคล้องกับเครื่องมือ DI+ ตัด DI- ขึ้นไป เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 5.55 บาท ผ่านได้มีเป้าหมายถัดไปที่ 5.75 บาทนอกจากนี้ ในช่วงหน้าร้อนที่เป็นไฮซีซั่นของธุรกิจเครื่องดื่มนั้น อิชิตัน กรุ๊ป ได้เปิดตัวซัมเมอร์โปรโมชั่น อิชิตัน รหัสรวยเปรี้ยง ตอนรางวัลแห่งชีวิต แจกรางวัลยิ่งใหญ่ที่ทุกคนฝันอยากครอบครอง คือคอนโดหรูห้อง Duplex 2 ชั้น กลางซอยทองหล่อ มูลค่า 15 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล และคอนโดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดอะ ริเวอร์ บายไรมอน แลนด์ มูลค่า 10 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล นอกเหนือจากรถยนต์ เมอร์ซิเดส เบนซ์ รุ่น GLA 200 URBAN จำนวน 28 คัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จอย่างสูงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา รวมมูลค่าทั้งสิ้น 83.52 ล้านบาท เริ่มส่งรหัสตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-21 เม.ย.59 คาดว่าจะสามารถดันตลาดชาพร้อมดื่มปี 59 โต 10%ทั้งนี้ การเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก โดยคาดว่าจะพิจารณาเรื่องการก่อสร้างในปี 61 และเริ่มก่อสร้างภายในปี 62 เป็นเวลา 5 ปี และคาดว่าจะสามารถเริ่มสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ให้กับบริษัทตั้งแต่ปี 2567 ถึงสิ้นสุดปี 2611บริษัท แกรททิทูด อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ GIFT และบริษัทย่อย รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 58 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 มีกำไรสุทธิ 90.15 ล้านบาท หรือ 0.30 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 75.54 ล้านบาท หรือ 0.25 บาทต่อหุ้น, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ประกาศคงเป้าหมายผลักดันการส่งออกในปีนี้ให้เติบโตราว 5% แม้ว่าล่าสุดตัวเลขการส่งออกในเดือน ม.ค.59 ยังติดลบสูงถึง 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 แต่ไทยจะเน้นการรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออกเอาไว้ และหวังว่าจะทำให้การส่งออกพลิกกลับมาเป็นบวกได้, พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รายงานดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ประจำปี 2559 พร้อมทั้ง 15 อันดับประเทศที่มีความสุขในเชิงเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก (The 15 Happiest Economies in the World) โดยระบุว่าไทยมีอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อต่ำ คิดเป็นค่า Misery Index เท่ากับ 2.2 ซึ่งหมายถึง มีความทุกข์ยากต่ำ หรือมีความสุขมากที่สุดในโลก เป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องกัน สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 109.25 ล้านบาท (SET+MAI) 30 หุ้นฝรั่งไล่ซื้อ 30 หุ้นฝรั่งขายทิ้ง ประจำวันที่ 25 ก.พ.59。

นอกจากนี้ได้ประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 1 ก.ค. 2558 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เป็นเงินสดจำนวน 0.10 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 21 เม.ย. 2559 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 6 พ.ค. 2559หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้น โดยหุ้นโกลด์แมน แซคส์ พุ่งขึ้น 1.9% ทำสถิติปิดบวกเป็นเวลา 3 วันในรอบ 4 วันทำการ ขณะที่หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ พุ่งขึ้น 3.9% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค และหุ้นซิตี้กรุ๊ป ต่างก็ปรับตัวขึ้นกว่า 1.3%, หุ้นกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบดีดตัวขึ้น โดยหุ้นดาว เคมิคอลส์ และหุ้นดูปองท์ ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 1.9% ขณะที่หุ้นซีเอฟ อินดัสทรีส์ โฮลดิงส์ ทะยานขึ้น 4.4%พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมจ่ายปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค. 2558 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เป็นเงินสดอัตรา 0.10 บาทต่อหุ้น และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 8 มี.ค. กำหนดจ่ายปันผลวันที่ 11 พ.ค.2559ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาริชมอนด์ เปิดเผยว่า ดัชนีภาวะธุรกิจในปัจจุบันของภาคการผลิตร่วงลงสู่ระดับ -4 ในเดือนก.พ. หลังจากอยู่ที่ระดับ 2 ในเดือนม.ค. เพราะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และอุปสงค์ที่อ่อนแอ รวมทั้งการดิ่งลงของราคาพลังงาน ,ประกอบกับยังมีแผนจะลงทุนในเรื่องของการขยายสาขาบริการน้ำมันบางจากเพิ่มอีก 60 แห่ง และปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันเดิม อีกทั้งใช้ในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil) จำนวนรวม 4 พันล้านบาท SALEE แจงศก.-การผลิตชะลอตัว ฉุดกำไรปี 58 ลดฮวบกว่า 70%ทั้งนี้ ผลประกอบการของบริษัทปรับตัวลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ การลงทุนโครงการก่อสร้างทั้งของภาครัฐและเอกชนมีการชะลอตัว ส่งผลให้ปริมาณงานวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทปรับตัวลดลงตาม อีกทั้งขนาดของโครงการของกลุ่มลูกค้าในบางธุรกิจมีขนาดเล็กลง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถทำกำไรได้ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากมีการบริหารจัดการต้นทุนในด้านต่างๆ ที่สอดคล้องกับสภาวะของธุรกิจ การจะไปให้ถึงยอดเขาในคราวเดียวจึงเป็นไปได้ยาก ทำให้บางครั้งต้องถอยลงมา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว เราถอยลงมาเพื่อศึกษาปัจจัยแวดล้อม ในที่นี้คือศึกษาตลาด, ความต้องการของผู้ชม/ลูกค้า, คู่แข่ง รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการปรับตัวเพื่อไปสู่ยอดเขา สู่จุดหมายที่เราตั้งเป้าไว้ ,ขณะที่ GUNKUL รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 58 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 มีกำไรสุทธิ 685.14 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อหุ้น 0.59 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 25.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 545.27 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อหุ้น 0.50 บาทเนื่องจากรายได้จากการขาย-รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นมาก สำหรับผลประกอบการปี 58 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 53.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.81 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 171.45% เมื่อเทียบกับปี 57 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 19.72 ล้านบาท และมีรายได้รวม 952.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128.57 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 15.60% เมื่อเทียบกับปี 57 ที่มีรายได้อยู่ที่ 823.78 ล้านบาทรวมถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในวันที่ 23 มี.ค.คาดว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ซึ่งนับเป็นข่าวดีต่อตลาดหุ้น และน่าจะทำให้เม็ดเงินไหลเข้ากลับเข้ามาในเอเชีย หลังจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่า และต่างชาติ underweight ในตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ก่อนหน้านี้,ซึ่งพวกฝรั่งก็มีนิสัยแปลกคือถ้าได้ร่วมงานกันแล้วก็มักจะขอถือหุ้นด้วย ต้องติดตามกันให้ดีว่าจะเกิดอะไรต่อ ส่วนราคาเป้าหมายที่มองไว้สำหรับหุ้นกึ่งค้าปลีก กึ่งรับเหมาและบริการนี้ให้ PBV 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ามูลค่า 3.25 บาทถืองว่าไม่เลว ล่าสุด ได้ดำเนินการออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทน มูลค่ารวม 500 ล้านบาท อายุ 3 ปี 9 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2562 อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.50 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซียไซรัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้ ซึ่งได้ให้เปิดจองซื้อในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนถึง 3 มีนาคม 2559อย่างไรก็ตามทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อยู่ระหว่างตรวจสอบรายงานการชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์วันที่ 14 ก.พ.ของนกแอร์ และตรวจสอบชั่วโมงบินของนักบินสายการบินนกแอร์ โดยให้สรุปรายงานมาที่กระทรวงในสัปดาห์หน้า SET Index มีโอกาสที่จะพักตัว และกลับลงมาทดสอบ 1,328 จุด อีกครั้ง มองการหดตัวในช่วงบ่ายจะเป็นแค่การพักฐานทางเทคนิค ซึ่งแรงสุดก็ใน 1-2 วันนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 1,317 จุด และสุดท้ายดัชนีน่าจะมีการดีดกลับไปทดสอบ 1,342 จุดได้อีกรอบความสำเร็จหลักส่วนใหญ่มาจากรายได้ในสายงานธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 66% ดอกเบี้ยรับ 24 % วาณิชธนกิจ 4% อื่นๆ 6% ตามลำดับ ปัจจุบันหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยมีส่วนแบ่งการตลาด สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2558 อยู่ที่ประมาณ 8.65% สามารถคิดเป็นฐานลูกค้าที่เปิดบัญชีกับบริษัทฯ รวมทั้งสิ้นประมาณ 170,000 บัญชี โดยเป็นนักลงทุนที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอประมาณ 52% โดยบริษัทตั้งเป้าขยายฐานนักลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 10% ในปีนี้แนวโน้มภาคบ่าย : คาดกลับขึ้นทดสอบ 1,330 อีกครั้งบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2558 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 150.76 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.67 บาทต่อหุ้น หรือลดลง 67% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 461.13 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 2.04 บาทต่อหุ้น แม้จะเห็นตัวเลขติดลบต่อเนื่อง ก็เพราะโลกเป็นแบบนี้ แต่เรามี rank เติบโต เรายังมุ่งมั่นให้ได้ 5% แต่ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น นายสุวิทย์ กล่าวการฟื้นตัวขึ้นของราคาน้ำมันช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นด้วย โดยหุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี พุ่งขึ้น 23% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดในรอบ 7 ปี ขณะที่หุ้นวาเลโร เอนเนอร์จี ปรับขึ้น 4.6% และหุ้นเทโซโร คอร์ป พุ่งขึ้นกว่า 4.5% แต่หุ้นทรานส์โอเชียนร่วงลง 4% หลังจากบริษัทเอสโซ่ เอ็กซ์พลอเรชัน แองโกลา ลิมิเต็ด ได้ประกาศยุติสัญญาการขุดเจาะน้ำมันกับทรานส์โอเชียนก่อนกำหนด ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นเฟซบุ๊ก ปรับตัวขึ้น 1.34% และหุ้นแอปเปิล ปรับตัวขึ้น 1.49% แนวต้าน : 844 และ 850คำค้น RS บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?