China Power

starvegas168: Diplomacy 101

มังกรเสื้อม่วงpantip,โดยผลการดำเนินงวด 3 เดือนที่มีกำไรลดลง เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และค่าธรรมเนียมและบริการเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้วลดลงพร้อมระบุว่า ไม่กังวลต่อกรณีที่อัตราเงินเฟ้อในปี 58 ติดลบ 0.7% เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงรุนแรง และฐานเงินเฟ้อจากปีก่อนสูง จึงทำให้ปีนี้อัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง แต่มองว่าปีหน้าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกได้จากฐานที่ต่ำในปีนี้ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกสรุปความเห็นของ IFA บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะ IFA ได้พิจารณาข้อมูลการลงทุนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใน RNS ผ่านการซื้อหุ้นสามัญของ IAEจากผู้ถือหุ้นเดิมของ IAE ในสัดส่วนร้อยละ 67 ของทุนจดทะเบียน IAE คิดเป็นจำนวนเงินรวม 276 ล้านบาท"ทั้งนี้ S แต่งตั้งให้บริษัทแอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของบริษัทฯ กำหนดให้จัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2558 ในวันพุธที่ 30 กันยายน 2558"。 ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 343.8 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.22 บาทต่อหุ้น ลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 399.93 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อสุทธิ 0.25 บาทต่อหุ้น LIT โชว์กำไร Q2 เพิ่มขึ้น 55% หลังยอดสินเชื่อขยายตัวได้ดีทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 58 อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท หรือปริมาณการขายเติบโตราว 8-10% โดยปริมาณการขายน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากราคาน้ำมันดิ่งลงตั้งแต่ช่วงปลายปี 57 ที่ผ่านมา นอกจากนี้บริษัทเตรียมเดินหน้าจัดแคมเปญใหม่ในช่วงปลายปี เพื่อเป็นการผลักดันยอดขายน้ำมันให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาแล้ว! GRAMMY ธุรกิจหลักฟื้้นตัว Q2 ขาดทุนลดลง ครึ่งปีแรกพลิกกำไร SET ภาคบ่ายทะยานเกือบ 10 จุด รับแรงหนุนหุ้นกลุ่มธนาคาร สรุปหุ้นผู้บริหารดอดซื้อ-แอบทิ้ง ประจำวันที่ 17 ส.ค.58ขอบคุณที่มา SANOOK.comทั้งนี้ ตามแผนจะเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2563 โดยมีสถานียกระดับ 16 สถานี ศูนย์ซ่อมบำรุงที่คูคต 1 แห่ง อาคารจอดรถ 2 แห่ง ที่บริเวณถ.พหลโยธิน กม.25 และสถานีตำรวจคูคต。 BJCHI เผยกำไรไตรมาส 2 อยู่ที่ 180.26 ลบ.ลดลง 22% จากปีก่อนนอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์กำแพงกั้นน้ำแบบปักลงดิน แท้งก์เก็บน้ำขนาดใหญ่ที่จะมารองรับนโยบายด้านการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐด้วย ทั้งนี้ หากผลการศึกษาตามสัญญา MOU มีความคืบหน้าและนำไปสู่การร่วมลงทุน บริษัทจะเปิดเผยให้ทราบ เช่น สัดส่วนการลงทุน และแหล่งเงิน เป็นต้นหุ้นกลุ่มประกันปรับตัวขึ้นหลังจากที่มีรายงานในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บริษัทประกันรายใหญ่จะปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันเพลิงไหม้และน้ำท่วมตั้งแต่เดือนต.ค.นี้เป็นต้นไป โดยหุ้นเอ็มเอส แอนด์ เอดี อินชัวรันซ์ กรุ๊ป โฮลดิงส์ พุ่งขึ้น 3.1% ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway down มีแนวรับหลักอยู่แถว ๆ 22.40-22 บาทระยะสั้นอาจแกว่งในกรอบระหว่าง 22-23.80 บาทก่อน แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 21.90 บาทโดยบริษัทยังคงเป้าการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารในปีนี้เพิ่มอีก 3 หมื่นล้านบาท ใช้งบลงทุน 2 พันล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทได้ซื้อหนี้ด้อยคุณภาพไปแล้ว 1.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของเป้าหมาย และยังเดินหน้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพในช่วงที่เหลือของปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันปรับแผนการขยายสาขาเพิ่มเป็น 1,600 สาขาจากเดิม 1,400สาขาในสิ้นปีนี้ หลังปัจจุบันเปิดสาขาได้แล้ว 1,400 สาขา และตั้งเป้าหมายสิ้นปี 59 จะมีสาขาเพิ่มเป็น 2,000 สาขา ครอบคลุมทุกพื้นที่ชุมชนโดยปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาหุ้นมีการปรับตัวลงแรง คาดว่ามาจากประเด็นที่ในวันนี้ (17 ส.ค.) หุ้น TH ได้ขึ้นเครื่องหมาย XR (บริษัทจดทะเบียนได้มีการประกาศขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนและราคาที่กำหนด โดยผู้ที่ซื้อหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย XR จะไม่ได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน)โดยผลการดำเนินงานที่มีกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำไรจากผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า。

ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกขาดทุนสุทธิ 26.52 ล้านบาท หรือ 0.07 บาทต่อหุ้น ขาดทุนลดลง 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 42.11 ล้านบาท หรือ 0.14 บาทต่อหุ้น หุ้น Earning Growth ในช่วง 2H58 WORK ,ขณะที่ยังเป็นกังวลต่อความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน ถือว่ายังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันยังต้องติดตามสถานการณ์ปัญหาการค้าแรงงานและปัญหาการประมงที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 12% ถือว่าดีมานด์ในประเทศมีการเติบโต เชื่อว่าปีนี้จะเห็นการเติบโตประมาณ 10%สำหรับจุดแข็งการดำเนินธุรกิจของบริษัท ได้แก่ 1.บริษัทเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินแบบครบวงจรที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างครบถ้วน 2.มุ่งเน้นให้บริการในกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะธุรกิจซับซ้อนสูงกว่าทั่วไป เช่น การบริหารจัดการคลังสินค้าอันตราย สินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นแช่แข็ง สินค้ารถยนต์ซึ่งต้องการความถูกต้องและรวดเร็ว และ 3.ได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้บริหารจัดการคลังสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวถูกพัฒนาโดยบริษัทฯ ในเครือ SET Index แกว่งตัวในกรอบแคบบริเวณ 1,412-1,418 จุด ก่อนปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,416.66 จุด +2.74 จุด (+0.19%) ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 17,202.94 ลบ. หลังสิ้นสุดการประกาศผลประกอบการ จะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลจ่ายปันผลระหว่างกาล ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบจำกัดในช่วงนี้จนถึงปลายเดือน ในขณะที่ระยะกลางทางฝ่ายยังคงมองตลาดอยู่ในขาลงโดยมีปัจจัยหลักจากการปรับกำไรตลาดลง ดังนั้นจึงแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรตามแนวต้านไปก่อนนอกจากนี้ ยังคาดจะได้เห็นความร่วมมือกับบริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 59 เป็นต้นไป ภายหลังก่อนหน้านี้ JMART ได้เข้าไปซื้อหุ้นของ SINGER ในสัดส่วน 24.99% โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทยอยเพิ่มช่องทางการขายโทรศัพท์มือถือในโชว์รูมของ SINGER ประมาณ 50 สาขาในช่วงครึ่งปีหลัง และตั้งเป้าเพิ่มยอดขายได้อีก 1,000 ล้านบาทภายในปี 59,นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์กำแพงกั้นน้ำแบบปักลงดิน แท้งก์เก็บน้ำขนาดใหญ่ที่จะมารองรับนโยบายด้านการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐด้วย ทั้งนี้ หากผลการศึกษาตามสัญญา MOU มีความคืบหน้าและนำไปสู่การร่วมลงทุน บริษัทจะเปิดเผยให้ทราบ เช่น สัดส่วนการลงทุน และแหล่งเงิน เป็นต้น?สำหรับสัดส่วนรายได้ในต่างประเทศของบริษัทคาดว่าสิ้นปี 58 จะเพิ่มเป็น 1% จากสิ่นปี 57 ที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 0.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายช่องมางการจัดจำหน่ายในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทมีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของบริษัทในต่างประเทศผ่านตัวแทนจำหน่ายของบริษัท เช่น ลาว พม่า อินโดนีเซีย และฮ่องกง ส่วนกัมพูชาจะเริ่มเปิดการจำหน่ายในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ระบุว่า ผลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/58 เติบโตชะลอลงมาที่ 2.8% เทียบกับ 3% ในไตรมาส 1/58 เนื่องจากเศรษฐกิจภาคนอกเกษตรชะลอลง 3.5% ส่วนภาคเกษตรหดตัว 5.9% ขณะที่ GDP ปรับฤดูกาลทรงตัวที่ 0.4% เทียบกับที่ขยายตัว 0.3% ในไตรมาสที่แล้ว TH ร่วงหนัก! หลังขึ้นเครื่องหมาย XR วันนี้VTE ซื้อ ราคาหุ้นมีสัญญาณแกว่งตัวขึ้นต่อหลังพักตัวด้วยไม่หลุดเส้นค่าเฉลี่ยระยะสัปดาห์ เครื่องมือ MACD และ DI+ ชี้ขึ้นต่อเนื่องยืนยันแนวโน้มขึ้น คาดว่าจะสามารถแกว่งขึ้นต่อเนื่อง มีแนวต้านแรกบริเวณ 4.32 บาท และถัดไปที่จุดสูงสุดเดิม 4.58 บาท-นางเซติ อัคตาร์ อาซิซ ผู้ว่าการธนาคารกลางของมาเลเซียเปิดเผยว่า เอเชียควรเตรียมพร้อมรับมือกับเงินหยวนของจีนซึ่งมีบทบาทในระดับสากลมากยิ่งขึ้นIFA ได้ประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการโดยตั้งอยู่บนหลักความระมัดระวัง (Conservative Basis) ด้วยการพิจารณาปริมาณค่าพลังงานไฟฟ้าสุทธิที่ผลิตได้ต่อปี ที่ความเชื่อมั่นร้อยละ 90 (P90)และนำหลักทฤษฎีทางการเงินมาประกอบการคำนวณอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังของผู้ถือหุ้น (Ke)ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่มีการรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 74.42 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.0423 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 21.99 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.0232 บาทต่อหุ้น IFEC ปิดพุ่งกระฉูด 13.66% โบรกฯมองมีลุ้นได้งานโซลาร์ราชการ คำค้น COLOR บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320 เงินเยนอยู่ที่ระดับ 124.25 เยน/ดอลลาร์ จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 124.40 เยน/ดอลลาร์ส่วนการดำเนินการขายไฟฟ้าในรูปแบบเชิงพาณิชย์ของโรงงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ โดยใช้หญ้าเนเปียร์เป็นเชื้อเพลิง ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1.5 เมกะวัตต์ ปัจจุบันรอเพียงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ซึ่งคาดว่าจะทราบความชัดเจนได้ภายในเดือนกันยายนนี้ สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันที่ 14 ส.ค.58、ด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบในกรอบแคบ ขณะที่ตลาดในยุโรปในช่วงบ่ายนี้เคลื่อนไหวในแดนบวกเล็กน้อย ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าให้ติดตามการรายงานผลการะประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่จะมีขึ้นในคืนวันที่ 19 ส.ค.นี้ ส่วนในประเทศก็ให้ติดตามการประกาศตัวเลข GDP งวดไตรมาส 2/58 ที่จะประกาศในวันจันทร์หน้า (17 ส.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) เปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ของเยอรมนี ขยายตัว 0.4% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะขยายตัว 0.5%。

Anger might be understandable. But that still doesn’t mean it makes for good diplomacy.

This morning’s session at the Valdai conference was titled: ‘The role of global and regional actors: separately or together?’ There were three speakers to start off with, all of whom were relatively downbeat about the current state of the Middle East peace process. The first speaker complained that the co-ordination among the Middle East Quartet was inefficient, and she singled out the United States for particular criticism, suggesting that a number of factors, including last month’s mid-term drubbing for the Democrats, had weakened Obama’s position vis-à-vis the peace process.

As a result of what she described as the US failure to deliver on its optimistic forecasts of a deal within 12 months and then 24 months, she called for a more active role by both the European Union and Russia, and indicated she was also at least open to efforts to try to enlarge the number of stakeholders by finding moderate, impartial actors to assist with mediation (a possibility I mentioned yesterday for China and India).

Rightly, in my view, she suggested that it was also important to draw in other issues – not just the often talked about questions of security, but also issues like ensuring adequate water supplies in the region. There’s surely a good case to be made that finding common challenges on which to focus could encourage co-operation and foster that conspicuously missing ingredient – trust.

She also raised the question of Iran (a subject that has generally been shunted to the sidelines of the conference), arguing that despite Iran’s apparent desire to play a greater role in the Islamic world, it’s not clear whether it will actually act in the interests of the Palestinians. Indeed, she suggested that Iran’s position that Mahmoud Abbas doesn’t have legitimacy is more damaging than its supplying arms to Hizbollah and Hamas.

The second speaker launched a scathing attack on the role of the United States, arguing that it simply doesn’t have the capabilities for dealing with the peace process. He went on to criticize the ‘incompetent’ Israel government, arguing that the problem with the peace efforts hasn’t been confined to the extremists. He said the Israeli government had consistently followed the illogical position of defending the settlements and concluded the peace process was, in his view, dead.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

It was an outspoken speech, and in a way epitomized one of the problems the Palestinian ‘side’ seems to have in such meetings. It was an angry performance, and not the only one today. A couple of regular attendees of such conferences I’ve spoken with said it’s actually typical of these kind of meetings on the issue – day one is relatively restrained, but the tensions bubbling under the surface tend to boil over on the second day.

I’m not saying, of course, that the Palestinians don’t have good reason to be angry – they certainly do. But a couple of the speeches were delivered as if they were launching a tirade at the United Nations General Assemby. The problem is that if the delivery doesn’t fit the venue, you risk losing a little sympathy from the start. Yes, there have been wrongs committed toward the Palestinians (and toward Israeli civilians as well). But simply angrily recounting a list of grievances with the most sweeping of rhetoric might feel therapeutic, but it doesn’t really advance the discussion in any constructive way. Both sides can take the moral high ground and lecture anyone who will listen about the wrongs they’ve suffered. But they can also take the morally higher ground and try to move forward.

Yes, this is all easier said than done. And of course, neutral observers and mediators should be able to set aside body language and tone and respond based only on the merits of an argument. We should all be able to look at the bigger picture, at the issues. But we’re all also human and have human responses. A suggestion for some speakers to bear in mind, and something that should really be Diplomacy 101, is that you need to at least appear like you’re willing to concede something. A speaker who gives no ground and admits no wrong, no matter how justified in doing so, simply sounds unreasonable.

If you want to keep an audience onside, you’ve got to throw them a bone, admit the other side at least has a point, indicate you understand the pressure they’re under and why they might be acting as they do. This gets harder to do the longer a process drags on – and by god this one is protracted and poisonous. And as I said, tactical rhetorical considerations like this shouldn’t matter. But again, we’re all human and so they do.