New Leaders Forum

eso one hand and shield skills: Security and the Life Sciences

เศรษฐีแจกเงินฟรี,โดยคาดว่าจะทำรายได้ได้ราว 30-40 ล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นไปตามนโยบายต้องการรุกขยายตลาดสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัยในตลาดอาเซียน เนื่องจากมองเห็นศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัยในประเทศเพื่อนบ้าน BANPU บวกกว่า 5% อัพไซด์เกิน 30% เล็งมีมูลค่าเพิ่มจาก BPP ขาย IPO、สำหรับจุดจับตาคงอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อม ผ่านการเคลื่อนย้ายเงินทุนของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งมีมาตรวัดด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่าไทย อาทิ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด คงกระทบต่อฐานะทุนสำรองฯ และค่าเงินของประเทศดังกล่าวชัดเจนขึ้น อันอาจนำมาสู่การดำเนินการเชิงนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องมายังค่าเงินบาท สภาพคล่อง และทิศทางอัตราผลตอบแทนในประเทศของไทยได้อย่างไรก็ดีบริษัทถือว่าได้รับความไว้วางใจและความน่าเชื่อถืออย่างมากจากบริษัท The Crown Estate หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ประเทศอังกฤษ เพราะเป็นเรื่องยากและละเอียดอ่อนมากในการให้สิทธิ์การถือครองที่ดินกับบริษัทเพื่อดำเนินโครงการ และ POLAR ถือเป็นกลุ่มทุนจากประเทศไทยกลุ่มแรกที่ได้สิทธิ์ถือครองที่ดินเป็นระยะเวลา 145 ปีสรุปหุ้น 10 อันดับแรกที่หนุนดัชนีภาคเช้า (11 ก.ย.) SET บ่ายพลิกแดนลบ หลังเจอแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวลงจนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1,400 จุด ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรออกมาก่อน โดยมีแรงขายที่ออกมาจากหุ้นในกลุ่มแบงก์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากกลุ่มแบงก์ราคาได้ขยับขึ้นไปตอบรับเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพอสมควรแล้ว ส่วนกลุ่มอสังหาฯก็มีการเล่นเก็งกำไรในความคาดหวังว่าจะมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯออกมา แต่สุดท้ายมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรออกมา ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะขายทำกำไรออกมาก่อน,กราฟ SALEE(week) สร้างสัญญาณซื้อในทุกเครื่องมือ และกราฟแท่งเทียนโค้งตัวเป็นรูปถ้วยมีแนวการปรับขึ้นไปยังขอบด้านขวาทีท่ 1.65 บาท แนะนำเก็งกำไร,คำแนะนำ: ขายสถานะ Long ใน TRUEU15 ที่แนวต้าน 10.40 พร้อมเปลี่ยนเป็นสถานะ Short เพื่อคาดหวังการปรับตัวลดลงไปทดสอบ 10.20 และ 10.10แนวรับ 11.90-12.00 บาท SET พรุ่งนี้ซึมต่อระหว่างรอความชัดเจนเฟดช่วงเช้าพยายามจะ break 1400 จุด แต่จะเห็นว่ายังยืนอยู่ได้ไม่มั่นคงจากภาวะ Overbought ของกราฟ 60 นาที จึงเห็นว่ายิ่งขึ้นก็ยิ่งน่าขาย แนวต้านบ่าย 1410 จุด รอรับอ่อนตัวที่ 1390 จุดโดยการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ทั้งการใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งตัวอย่างการพัฒนาพลังงานในต่างประเทศ ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง และการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สาธารณชนได้ใช้วิจารณญาณ ในการพิจารณาทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ กฟผ. ยังเป็นองค์กรของรัฐ ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงถูกตรวจสอบจากสังคม และหน่วยงานที่กำกับดูแลอยู่ตลอดเวลาITD ยืน 8.05 บาทถือรอขายแนวต้านได้ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรวัดด้านเสถียรภาพต่างๆ ของไทยยังมีความเข้มแข็ง อาทิ ระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน อยู่สูงกว่าระดับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงประมาณ 3 เท่า อีกทั้งยังมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงถึงประมาณ 5% ต่อจีดีพี นอกจากนี้ ภาคเอกชนไทยก็มีการใช้เครื่องมือประกันความเสี่ยงค่าเงินเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของมูลค่าหนี้ที่กู้ยืมในสกุลต่างประเทศและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้นจากอดีตแนวรับ 9.70-10.00 บาท。 โดยเนื้อหาในกฎหมายฉบับดังกล่าวได้แบ่งรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกจะอยู่ภายใต้การควบคุมของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ และกลุ่มที่สองอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)แนวต้าน : 10.40 และ 10.50。

เอไอเอส มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับการประกาศรายชื่อ อยู่ในดัชนีประเมินผลความยั่งยืนระดับสากล Dow Jones Sustainability (DJSI) ในปี 58 ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทได้เข้าร่วมรับการประเมินซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น และความร่วมมือ ของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ในทุกภาคส่วนขององค์กร ที่มีส่วนสร้างให้เกิดความสำเร็จ ที่สำคัญเอไอเอส มุ่งดำเนินธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมๆ กับการพัฒนาสังคม และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยเราตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบที่มีต่อส่วนรวม และเติบโตควบคู่กันไปกับสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน นายสมชัย กล่าว,SET แกว่งขึ้นยืนเหนือ 1,400 จุด หุ้นสื่อสารนำตลาดจากความคืบหน้าการประมูล 4G、บ้าน บอล ย้อน หลัง、บริษัท ยูไนเต็ด เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UTP ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558 ได้มีมติอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Co-generation Power Plant) กำลังการผลิต 12 เมกะวัตต์。 ที่ประชุม FOMC รอบนี้คงส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นถึงช่วงเวลาที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วน กนง.นั้น ตลาดมองว่าน่าจะคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม นักบริหารเงินกล่าว ขณะที่คาดว่าต้นสัปดาห์หน้าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.90-36.30 บาท/ดอลลาร์,โดยมองว่า Operator ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ADVANC และจะเป็น 1 ในผู้ที่จะชนะการประมูลคลื่น 1800 MHz จำนวน 1 Slot แน่นอน สำหรับ JAS มองว่ามีโอกาสที่จะมาเป็น Operator รายใหม่ และมีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน และการหา Partner มาร่วมลงทุน ให้ราคาเป้าหมาย JAS ที่ 6.92 บาทขณะที่มีแผนขยายกำลังการผลิตโรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซียเป็น 5 หมื่นบาร์เรล/วัน และขยายกองเรือเพิ่มอีกในอนาคต พร้อมกันนี้ยังมีแผนจะขยายไลน์ธุรกิจขายน้ำมันเครื่องในประเทศ คาดว่าจะเริ่มในต้นปี 59ทั้งนี้จะส่งผลให้บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จำหน่ายเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ไปแล้วนั้นรวมทั้งสิ้น 3 โครงการ รวมกำลังการผลิตประมาณ 8.50 เมกะวัตต์ สำหรับโครงการที่เหลือนั้น บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการ COD ให้แล้วเสร็จภายในปี 58 ทั้งนี้บริษัทจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป แนวรับ 38.00-39.00 บาทสำหรับตลาดบ้านเราให้น้ำหนักกับปัจจัยในประเทศมากกว่า โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งภาพโดยรวมยังมีบรรยากาศการลงทุนที่ดี เพียงแต่วอลุ่มเทรดน้อยมาจากแรงซื้อที่แผ่ว และแรงขายทำกำไรมากขึ้น โดยตลาดยังเจอแรงกดดันจากตลาดต่างประเทศด้วย เนื่องจากตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่อยู่ในแดนลบ นอกเหนือจากความกังวลในเรื่องที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว ยังกังวลเศรษฐกิจลายประเทศในเอเชียที่อาจจะชะลอตัวด้วยทำให้กดดันตลาดปรับตัวขึ้นไปได้ยาก โดยเท่าที่ดูมีเพียงสหรัฐฯ, ยุโรปบางประเทศ และญี่ปุ่น ที่เศรษฐกิจดูดีขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า จากผลสำรวจภาวะการครองชีพของภาคครัวเรือนในเดือน ส.ค.58 พบว่า ดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน (KR-ECI) ยังคงอยู่ที่ 43.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี เท่ากับเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมของครัวเรือนในระหว่างเดือนยังคงได้รับแรงกดดันจากหลายด้าน แต่ดัชนีการคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า เริ่มขยับขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ มาที่ระดับ 46.0 จากระดับ 45.0 ในเดือนก่อน เป็นสัญญาณว่าครัวเรือนบางส่วนน่าจะเริ่มคลายความกังวลต่อภาวะการครองชีพในอนาคตลงบ้างบางส่วนโดยปัจจุบันบริษัทฯมีรายได้จากการขายในสกุลเงินยูโรเหลือเพียง 23.55% ยอดขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 27.42% และยอดขายเป็นเงินบาท 49.03% จากปีก่อนมียอดขายเป็นสกุลเงินยูโรเป็นหลักสูงถึง 72%ธุรกิจ : ก่อสร้างและรับบริหารจัดการงานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมระบบผลิตน้ำ ได้แก่ ระบบผลิตน้ำประปาจากการเปิดเผยข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในเดือนสิงหาคม ทำให้เกิดกระแสการคาดการณ์ว่า เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ โดยเริ่มมีความเห็นต่างของเจ้าหน้าที่เฟดถึงระยะเวลาในการปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่นายแจนแฮทซิอุสหัวหน้านักวิเคราะห์ของโกลด์แมนแซคส์ คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทั้งนี้ในวันที่ 16-17 กันยายนนี้ จะมีการประชุมคณะกรรรมการFOMC ของธนาคารกลางสหรัฐซึ่งต้องจับตาว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อแนวโน้มของราคาทองคำ สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีปริมาณการขายยางมะตอยที่ระดับ 2.3 ล้านตัน ขณะที่ราคาวัตถุดิบปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันสวนทางกับราคาขายยางมะตอยที่ยังอยู่ในระดับสูงเพราะความต้องการใช้มากกว่าปริมาณการผลิต ทำให้มาร์จิ้นปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดย 10 อับดับหุ้นที่กดดัชนีมากที่สุดมีดังนี้กลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets 13 บริษัท ได้แก่ 1) บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) 2) บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) 3) บมจ. บ้านปู (BANPU) 4) บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) 5) บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) 6) บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC) 7) บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) 8) บมจ. ปตท. (PTT) 9) บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 10) บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 11) บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) 12) บมจ. ไทยออยล์ (TOP) และ 13) บมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF)。

The recent announcement that scientists created a version of H5N1 influenza virus has implications for Asia.

An important research finding in the life sciences has galvanized and divided the international scientific and security communities. The creation of a version of H5N1 influenza virus (bird flu) that can be transmitted by respiratory droplets or aerosol between mammals raises hopes that a vaccine can be made – and fears that humans will speed up the process by which this new virus will be unleashed. Research has been suspended while scientists debate the proper course to take. But any solution must be part of a larger regional effort to address biosafety and biosecurity concerns.

The H5N1 virus first appeared in Asia nearly a decade and a half ago, and has since spread around the world.  In that time, the disease has been reported in 576 human cases and there have been 339 deaths. The human fatality rate for H5N1 ranges from 30 percent to 80 percent; experts consider this “one of the most virulent known human infectious diseases.” At present, the disease is only spread by contact with live birds. Scientists fear that the virus could mutate and become susceptible to human-to-human transmission, which could trigger a pandemic on the scale of the 1918-19 outbreak of Spanish flu (H1N1) that killed as many as 40 million people. Late last year, two research teams created an H5N1 virus in the laboratory that could spread in such a manner. 

This isn’t the first such “breakthrough.” In 2001 scientists created recombinant mousepox (knowledge that could be applied to smallpox); a year later, the polio virus was chemically synthesized (which means the virus was created from scratch without a natural template by using a DNA sequence available online); and in 2005, scientists reconstructed the 1918 Spanish flu virus.

The possibility of the misuse of such research for bioterrorism and crimes, as well as accidental exposure of those agents to humans, animals and plants, was highlighted by the U.S. National Research Council, including the Fink Committee report in 2004 and the Lemon-Relman Committee report in 2006.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

This time, however, the U.S. National Advisory Board for Biosecurity (NSABB) recommended that the papers (introducing the research findings to the public) not be fully published; instead, the basic results should be provided without methods or detailed results.  The government passed those recommendations on to the scientists and the journals to which they had submitted their research.

Those scientists, and some colleagues, responded with a letter published last month in the two journals, arguing that the research is crucial to public health efforts, but agreed that the controversy justified a 60-day suspension of research so that the entire scientific community could debate the issue.  An international conference on the topic is scheduled to be held this week at the World Health Organization (WHO).

This case has powerful implications for the Asia-Pacific region, which is home to rapidly developing life science industries that are working to solve problems in public health, medicine, energy development, agriculture, and national security. In 2010, a global market research firm, Frost & Sullivan, reported that Asia-Pacific healthcare revenue represented 23.2 percent of the global market ($247 billion) in 2009, and could reach a 40 percent share by 2015. Ensuring freedom in scientific research and attracting cutting-edge scientists are essential components of the region’s efforts to develop life science research.

Our concerns are broader than the oversight or censorship of scientific research. Enhancing safety and security within and beyond laboratories is critical to preventing the accidental release of pathogens/toxins or their intentional use for illicit purposes. The world doesn’t care if a pandemic is natural or manmade. In addition to the human cost, the economic consequences could be huge: the World Bank estimated that an influenza outbreak in East Asia on the scale of the 2002-3 SARS outbreak could cost $800 billion a year. 

There are two priorities for regional security efforts. The first is immediate capacity-building and coordination in the overarching sectors of public health, disaster relief, and biodefense to enhance preparedness and response in the case of a disease outbreak (whether it’s manmade or natural). It’s important to note the unique nature of biodefense, where “medicine” plays the most significant role, and opens the door to unique forms of collaboration among public health and disaster relief efforts.

The second priority is long-term education and awareness raising policies to promote responsible conduct in life science research. This will provide the basis for wider engagement of life scientists in the effort to strengthen biosafety and biosecurity architecture beyond laboratories (including oversight, intelligence, national legislation of relevant international agreements, and export controls).

A key element of this agenda is sharing best practices among regional states in the development of biodefense capacity and collaboration with public health sectors. This work could be initiated at the bilateral level via existing regional security partnerships. For example, the U.S.-Japan Security Consultative Committee of defense and foreign ministers (the “2+2 process”) has a “Defense Working Group against CBRN Weapons” (CDWG) that could provide a model for other countries or even be expanded to larger groups.

Elevating bilateral/trilateral efforts to the regional level will be challenging. An “easy” opportunity exists, however.

When the ASEAN Defense Ministers’ Meeting (ADMM-Plus) was inaugurated in October 2010, the group targeted nontraditional security issues as the most viable area for functional cooperation. Among its priorities was capacity building relating to natural disaster management:  a Working Group on Military Medicine was set up and the group is to be co-chaired by Singapore and Japan until 2013 in cooperation with ASEAN Regional Forum.

The ARF has been working on biological threat reduction in cooperation with the WHO, which extends opportunities for further coordination between regional defense frameworks and public health frameworks. From the public health sector, the Regional Committee for the Western Pacific of the WHO agreed on resolution WPR/RC56.R4 — Asia Pacific Strategy for Emerging Diseases — in an effort to enhance regional capacity against infectious diseases. A possible plan was outlined that establishes the organization’s linkage with “those who handle deliberate release of biological, chemical and radiological/nuclear agents, if appropriate.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

For the second agenda item, there are growing efforts to raise awareness of biosecurity and biosafety issues among life scientists. The United States has the NSABB. The Science Council of Japan established a committee last year on dual-use issues in the life sciences to raise awareness of these issues. Biosafety and biosecurity associations in the Philippines, Indonesia and Singapore are key players in the Asia-Pacific Biosafety Association (A-PBA). The A-PBA is a member association of the International Federation of Biosafety Associations that works closely with the U.S. Cooperative Threat Reduction.

There are many opportunities for national security and public health agencies of regional governments to play individual roles and build international partnerships on these issues. For regional security stakeholders, the debate over and action plans to deal with H5N1 research should go beyond oversight of scientific research and be considered part of the embryonic efforts to enhance regional biosecurity. 

 

Masamichi Minehata is a research fellow at the University of Bradford in the U.K. and nonresident SPF Fellow at the Pacific Forum CSIS. Since 2008 he has worked for the UK Prime Minister’s Initiative to promote international biosecurity education, in cooperation with the National Defense Medical College of Japan. Brad Glosserman is executive director of Pacific Forum CSIS, where this article originally appeared.