The Koreas | Diplomacy | East Asia

new shooting games 2019: After the Latest Forced Labor Court Ruling, Where Do Japan-South Korea Relations Stand?

รายการ วอลเลย์บอล หญิง วัน นี้,CWT ซื้อ แกว่งตัวขึ้นทะลุกรอบสามเหลี่ยมด้านเท่าขนาดใหญ่ที่สร้างตัวมา 2 เดือน พร้อมปริมาณการซื้อขายสูงสนับสนุนการ Breakout สอดคล้องกับเครื่องมือ MACD ที่เป็นบวก เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกบริเวณ 5.70 บาท ถัดไปที่ 6.00 บาทและบริษัทยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนโซลาร์ รูฟ ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมในการเช่าหลังคาและโกดัง เตรียมพร้อมรองรับไว้แล้ว เนื่องจากให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ , SET Index แกว่งตัวในกรอบ 1,565-1,571 จุด ก่อนปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,569.55 จุด +9.23 จุด (+0.59%) ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 18,716.76 ลบ. TPCH ขายหุ้น พัทลุง กรีน มูลค่า 12.7 ลบ.ลดสัดส่วนถือเหลือ 60%บรรดาเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่ากรีซอยู่ระหว่างการเจรจากับ IMF และประเทศในยูโรโซนเกี่ยวกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่เจ้าหนี้ของกรีซกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในการที่กรีซจะได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ที่เร่งด่วนทั้งนี้ ถ้าบริษัทสามารถเข้าลงทุนใน WEH ได้สำเร็จ จะทำให้ราคาเป้าหมายของ EA เพิ่มขึ้น 2.00 บาทต่อหุ้น แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าเป็นเรื่องยากที่ EA จะเข้าซื้อหุ้น WEH เนื่องจากสถานะกระแสเงินสดค่อนข้างตึงตัวอยู่ในปีนี้ แนะนำรอสะสมที่ 4.75 บาท โดยมีเป้าหมายทำกำไรระยะสั้นที่ 5.20บาทนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการแรงงานและทรัพยากรมนุษย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวกับ อินโฟเควสท์ ถึงกรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองการทำประมงของไทยว่า อียูยังให้เวลาไทย 6 เดือนในการแก้ไขนโยบายการทำประมงหรือจับปลาโดยผิดกฎหมาย จึงมั่นใจว่าไทยจะสามารถแก้ปัญหาได้ก่อนกำหนดดังกล่าว เนื่องจากการเดินหน้าแก้ปัญหานี้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ซึ่งขณะนี้ก็แก้ไขปัญหาไปได้เยอะพอสมควรแล้วขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจและการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 50% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 10%โดยบริษัทได้กำหนดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 พ.ค. 2558 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุม (Record date) ในวันที่ 6 พ.ค. 2558 วันปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ในวันที่ 7 พ.ค. 2558 นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบที่ทรุดลงทำให้ TASCO ลดภาระหนี้ที่จะต้องสต็อกวัตถุดิบลงจาก 9.4 พันล้านบาท เหลือเพียง 4 พันล้านบาท ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลง สำหรับปริมาณขายในประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่หน่วยงานของรัฐบาลมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเกี่ยวกับการสร้างและซ่อมแซมถนน แม้ว่าราคาขายในต่างประเทศจะลดลง แต่ในรูปมูลค่าซื้อขายคาดจะลดลงไม่มากนักเหลือ 10,750 ล้านบาท (ลดลง 2% จากไตรมาสก่อน ลดลง 11% จากปีก่อน)อีกทั้งมีมติให้เปลี่ยนชื่อบริษัทพร้อมเปลี่ยนแปลงตราประทับบริษัท แก้ไขข้อบังคับของบริษัท และแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ข้อ 1 จากเดิม บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)คำค้นNPARK บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320ในช่วงกลางปี 2557 บริษัทได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของกลุ่ม Greyhound ผ่านทาง บริษัท มัดแมน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวม 1,854 ล้านบาท โดยบริษัทใช้เงินที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน SSTSS ประมาณ 600 ล้านบาทและใช้เงินกู้อีกประมาณ 700 ล้านบาท ส่วนที่เหลือบริษัทชำระด้วยการออกหุ้นใหม่ของบริษัทมัดแมนมูลค่ารวม 588 ล้านบาท โดยบริษัทมัดแมนได้มีการเพิ่มทุนจำนวน 1,418 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการลงทุนดังกล่าวและสำรองไว้ใช้เป็นทุนหมุนเวียนของบริษัทมัดแมนบางส่วน การเพิ่มทุนดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทในบริษัทมัดแมนลดลงเหลือ 75% ในขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของกลุ่ม Greyhound และบริษัทน้ำตาลขอนแก่นจะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ 16% และ 9% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ในเดือนมีนาคม 2558 บริษัทได้ซื้อหุ้นในบริษัทมัดแมนจากผู้ถือหุ้นเดิมของกลุ่ม Greyhound จำนวน 5% ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทมัดแมน 80% ในขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของกลุ่ม Greyhound และบริษัทน้ำตาลขอนแก่นจะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ 11% และ 9% ตามลำดับอย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเพิ่มเติม โดยขณะนี้มีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าได้ 5 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นการผลิตใช้เองภายในโรงงาน 3 เมกะวัตต์ ยังเหลืออีก 2 เมกะวัตต์ที่จะสามารถผลิตเพิ่มได้ แต่เนื่องจากขณะนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ยังไม่ได้เปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่ม จึงจะมีการทบทวนใหม่ และรอให้นโยบายของรัฐบาลที่จะการปรับแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนชัดเจนก่อน เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 50-60 ล้านบาท/เมกะวัตต์อีกทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากการใช้บริการหนี้นอกระบบ เนื่องจากมีหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่เป็นธรรมและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค SET ปิดเช้าลบ 4.66 จุด ตลาดแกว่งแคบ รับแรงกดดันหลังราคาน้ำมันปรับลง ซื้อ SAWAD กำไรโต ได้รับผลดีดอกเบี้ยต่ำ และ Upside จาก M A: แนะนำ ซื้อ SAWAD ด้วยปัจจัยบวกจาก 1) กำไร 1Q15 เติบโตแกร่ง y-y จากฐานสินเชื่อเติบโต ต้นทุนการเงินต่ำลง และ Fee income ที่เพิ่มขึ้น 2) กำไรระยะ 1-4 ปีข้างหน้าเติบโตสูง 40% ต่อปี 3) Upside เพิ่มจากการเขาซื้อกิจการในอนาคต 4) ได้รับผลดีจากดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะถ้า กนง.ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (22 เม.ย.) ทิศทางตลาดขึ้นอยู่กับกระแสข่าวเรื่องของกรีซ หากออกมาในเชิงบวกจะเป็นผลดีต่อตลาด แต่หากไม่มีความช่วยเหลือกรีซเพิ่มเติม ตลาดก็มีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้ด้วยเช่นกัน พร้อมให้แนวรับ 1,560 จุด ส่วนแนวต้าน 1,585 จุดSITHAI (BUY:[email protected]): ปี 58 คาดกำไรพลิกกลับมาโต 25.3%YoY จากกำลังซื้อและอุตฯ ยานยนต์ที่พ้นจุดต่ำสุดแล้ว อีกทั้งยังมีแผนขยายธุรกิจและตลาดในต่างประเทศต่อเนื่องซึ่งคาดหนุนการเติบโตได้ในระยะยาว + มี upside 22% และมีเงินปันผลจ่ายหุ้นละ 0.10 บาท คิดเป็น Div. Yield 3.8% (XD 7 พ.ค.) อีกทั้งมี Catalyst จากนำบ. ย่อย ศรีไทยซุปเปอร์แวร์เวียดนามเข้าจดทะเบียนในตลท.ในช่วง 2H58 จึงคงแนะนำ ซื้อ。

นอกจากนี้มีมติอนุมัติให้บริษัทดำเนินการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทจำนวนไม่เกิน 16,000,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ซึ่งไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน พร้อมทั้งมอบอำนาจให้คณะกรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือบุคคลที่คณะกรรมการบริษัทหรือกรรมการผู้จัดการใหญ่มอบหมาย, TEAM เบนเข็มธุรกิจ จูบปาก Trina Solar นำเข้าแผงรับแสงอาทิตย์ทั้งนี้ นายนพพล จบการศึกษาระดับปริญญาโท เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานมาอย่างยาวนาน ขณะที่นายติรวัฒน์ เป็นที่ปรึกษากองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและเป็นประธานกรรมการ บริษัท สยามเพาเวอร์ เจนเนอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการผลการดำเนินงานปี 2558-59 โดยคาดกำไรสุทธิเติบโต 12.2% จากปีก่อน และ 11.1% ตามลำดับภายหลังธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด บริษัทมีหนี้สินลดลงเล็กน้อยเป็น 1,907 ล้านบาทในปี 2557 จาก 2,161 ล้านบาทในปี 2556 บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่เข้มแข็งขึ้นจากการเพิ่มทุนของบริษัทเองและการเพิ่มขึ้นของส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ส่งผลให้โครงสร้างเงินทุนของบริษัทดีขึ้น โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทลดลงเหลือ 48.3% ในปี 2557 จาก 62.9% ในปี 2556 อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องของบริษัทอ่อนแอลงในปี 2557 โดยบริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 2.1 เท่าในปี 2557 เทียบกับ 3.7 เท่าในปี 2556 และมีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ 4.8% ในปี 2557 เทียบกับ 6.3% ในปี 2556 สภาพคล่องที่อ่อนตัวลงส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุมาจากการมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและการมีภาระค่าเช่าดำเนินงานจากการที่บริษัททำสัญญาเช่าระยะเวลา 10 ปีกับ SSTSS SITHAI (BUY:[email protected]): ปี 58 คาดกำไรพลิกกลับมาโต 25.3%YoY จากกำลังซื้อและอุตฯ ยานยนต์ที่พ้นจุดต่ำสุดแล้ว อีกทั้งยังมีแผนขยายธุรกิจและตลาดในต่างประเทศต่อเนื่องซึ่งคาดหนุนการเติบโตได้ในระยะยาว + มี upside 22% และมีเงินปันผลจ่ายหุ้นละ 0.10 บาท คิดเป็น Div. Yield 3.8% (XD 7 พ.ค.) อีกทั้งมี Catalyst จากนำบ. ย่อย ศรีไทยซุปเปอร์แวร์เวียดนามเข้าจดทะเบียนในตลท.ในช่วง 2H58 จึงคงแนะนำ ซื้อขณะเดียวกันอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิปีนี้คาดที่ 23% เป็น 1,325 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องได้อีกหลายปีจากความเป็นผู้นำในธุรกิจชาพร้อมดื่มและการขยายตลาดในต่างประเทศ ในระยะสั้นมีประเด็น Earnings play ที่ผลประกอบการไตรมาส 1/58 จะกลับมาเติบโตเด่นต่อเนื่องไปยังไตรมาส 2/58ส่วนความกังวลว่าบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือ LANNA ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน TAE สัดส่วน 51% จะขายหุ้นนั้น เชื่อว่า LANNA ไม่ขายหุ้นออกไปแน่ เพราะขณะนี้ TAE สร้างผลกำไรได้ดี และสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 56 ที่ 1.7 เท่า มาเหลือ 1.1 เท่าในปี 57ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น,5.05 5.70SET50 1035 1045 EIC เตรียมเพิ่มทุน 854.57 ล้านหุ้น ขายผู้ถือหุ้นเดิม-PPภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วงปี 2558-2560 บริษัทจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรได้ไม่ต่ำกว่า 54% และคงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ โดยจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาทต่อปีเพื่อให้เพียงพอต่อภาระผูกพันทางการเงินที่มีปีละ 800-1,000 ล้านบาทในปี 2559-2560 และการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอตามนโยบายบริษัทAsian Phytoceuticals (APCO TB; THB 3.00) ซื้อ รายการ วอลเลย์บอล หญิง วัน นี้,อนึ่ง บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมายหากปรากฏว่ามีการกระทำของหน่วยงานหรือบุคคลใดที่ขัดต่อกฎหมายและมีผลเสียหายกับบริษัทฯ บริษัทฯอาจมีความจำเป็นต้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญารวมทั้งตามกฎหมายปกครองหรือกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือหน่วยงานใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทฯจนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไป ดอลล์ขยับลงหลังพุ่งแรง ขณะตลาดยังกังวลหนี้กรีซ อนึ่ง หากเปรียบค่าเงินปอนด์กับค่าเงินไทย ณ เวลา ล่าสุด 14.40 ประเมินผลขาดทุนสุทธิ 6.38 พันล้านปอนด์มีมูลค่าประมาณ 3.06 แสนล้านบาทKBANK มูลค่าการซื้อขาย 918.60 ล้านบาท ปิดที่ 232.00 บาท ลดลง 1.00 บาทในอนาคตมีการคาดหมายว่าธุรกิจของบริษัทจะเติบโตขึ้นจากการเพิ่มจำนวนสาขาของธุรกิจอาหาร รวมถึงธุรกิจที่เพิ่งซื้อเข้ามาอย่าง GHC นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศผ่านการขายแฟรนชายส์ด้วย ซึ่งรายได้จากการขายแฟรนชายส์จะช่วยให้บริษัทมีอัตรากำไรดีขึ้นเพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ในปี 2558 รายได้ของบริษัทคาดว่าจะเติบโตขึ้นกว่า 25% โดยเกิดจากการรวมรายได้เต็มปีของกลุ่ม Greyhound และแผนการขยายสาขาในส่วนธุรกิจอาหารของบริษัท ทริสเรทติ้งคาดหมายว่าบริษัทจะสามารถปรับอัตรากำไรให้อยู่ในระดับ 15%-17%ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วงปี 2558-2560 บริษัทจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรได้ไม่ต่ำกว่า 54% และคงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ โดยจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาทต่อปีเพื่อให้เพียงพอต่อภาระผูกพันทางการเงินที่มีปีละ 800-1,000 ล้านบาทในปี 2559-2560 และการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอตามนโยบายบริษัท。

The Seoul Central District Court ruling might help lower temperatures, but a political solution is needed to improve South Korea’s relations with Japan.

After the Latest Forced Labor Court Ruling, Where Do Japan-South Korea Relations Stand?
Credit: Depositphotos

Relations between South Korea and Japan have been at a nadir since 2018, when the South Korean Supreme Court ruled in two cases that workers used as forced labor by Japan during World War II were entitled to financial compensation from Mitsubishi Heavy Industries Ltd. and Nippon Steel. But a recent decision by the Seoul Central District Court on the issue of forced labor may add more confusion than clarity to an issue that has strained relations between the two countries.

The case before the Seoul Central District Court was the largest of nearly two dozen cases on the forced labor issue moving through the South Korean court system. The case involved about 85 victims and their families suing 16 Japanese firms.

Rather than ruling in the plaintiffs’ favor, as was expected based on the 2018 Supreme Court decision, the Seoul Central District Court dismissed the case and instead decided to follow the minority decision from the 2018 Supreme Court case in arguing that the 1965 Agreement on the Settlement of Problems Concerning Property and Claims and? on Economic Cooperation with Japan limited the right to sue.

The Seoul Central District Court also argued that not dismissing the case could damage South Korea’s relations with the United States if the International Court of Justice found that South Korea violated the Claims Agreement. In dismissing the case, Justice Kim Yang-ho said, “Proceeding with the case could result in breaching international law … and trigger adverse effects globally if its final ruling is forcibly implemented.”

The decision partially affirms Japan’s long-held position that the issue of compensation for forced labor (and other colonial-era abuses) was “settled completely and finally” as part of its 1965 normalization treaty with South Korea. However, the Seoul Central District Court noted, “We cannot say that an individual’s right to claims completely expired under the agreement but it is right to interpret that a South Korean national is limited in exercising it against Japan or a Japanese national.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

In dismissing the plaintiffs’ case but noting that their right to compensation had not been completely resolved by the 1965 treaty, the Seoul Central District Court in essence argued that the legal path to compensation should be closed but that the political path should remain open.

In response to the decision, this is in essence what some commentators in South Korea have argued. The conservative JoongAng Ilbo, for example, has suggested that the decision has opened the door for negotiations and created an opportunity for the Moon government to test the theory of reconciling with Japan. On the other hand, the progressive Hankyoreh criticized the decision for contradicting the Supreme Court and including non-legal considerations such as the potential impact on the South Korea-U.S. alliance.

However, the plaintiffs in the case have signaled that they will appeal the decision so any political space created by the decision could be short-lived. It is rare for a lower court to contradict a Supreme Court decision and the Seoul Central District Court’s decision is likely to be reversed on appeal. Any window created by the decision for a political solution to the forced labor issue will be constrained by the speed with which the victim’s appeal is heard and the timing of decisions on the remaining cases.

Finding a political resolution, however, remains challenging as the issue of forced labor is not the only area of contention between South Korea and Japan.

Around the same time as the two Supreme Court decisions on forced labor, the South Korean government announced it would formally dissolve the Reconciliation and Healing Foundation set up under the 2015 agreement on “comfort women,” a euphemism for women forced to sexually service the Japanese military during World War II. That agreement was supposed to “finally and irreversibly” resolve the issue of Japan’s use of South Korean women as sex slaves during World War II. The decision to close the foundation established to compensate the victims was seen by Japan as undermining the agreement.

If the dispute over the comfort women had remained confined to the dissolution of Reconciliation and Healing Foundation it might have only been a momentary issue in the relationship, but the issue of the comfort women has also returned to the South Korean court system.

Earlier this year, the Seoul Central Court District ruled that Japan was liable for compensation to the comfort women and that sovereign immunity did not apply because of the “anti-humanity acts systematically planned and perpetrated by the accused.” Japan refused to accept the verdict and Prime Minister Suga Yoshihide said that “South Korea should take steps to correct violations of international law and that the ruling will never be accepted.”

A separate Seoul Central Court District decision a few months later contradicted that decision when it dismissed a case brought by a different group of comfort women. In the second case, the court argued that sovereign immunity did apply to Japan. Similar to the recent decision on forced labor, the judge in the case also considered the diplomatic implications of the case. Judge Min Seong-cheol said that “If an exception on state immunity is acknowledged, a diplomatic clash would be inevitable during the process of forcing the ruling’s implementation.”

The disputes over forced labor have also moved beyond the courtroom and diplomatic statements. Despite Japan’s denial of its linkage to the issue of forced labor, Tokyo’s decision to weaponize its economic relationship with South Korea further deepened distrust in the relationship and resulted in South Korea also removing Japan from its white list of trusted trade partners and a boycott of some Japanese consumer items by the South Korean public. South Korea also threatened to withdraw from its intelligence sharing agreement with Japan, but ultimately maintained the agreement under U.S. pressure.

Even if there was a will to improve relations South Korean President Moon Jae-in and Suga find themselves in weakened political positions. Moon’s single term presidency ends next May and his approval rating has fallen from its early pandemic highs of 70 percent to 36 percent. Suga faces similar political challenges, with elections this fall and a cabinet approval rating of 32.2 percent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Ultimately, there is unlikely to be resolution to these cases until Seoul and Tokyo reach a political decision to resolve the issue and improve relations. The Seoul Central District Court’s decision on the issue of forced labor, combined with the earlier decision on the comfort women, creates confusion in the legal process, but could also provide the political space for South Korea and Japan to engage in deeper discussions on how to improve their relations. The question is whether the two governments will take the opportunity to engage in discussions that will help to bring resolution to these issues.